นานาสาระ  >> Entertainment

ไม่ยึดติดความดัง "ปาน ธนพร" นักร้องปากร้ายสู่ศิลปินนักบุญ

21 มีนาคม 2560

|

เปิดอ่าน 756

กว่า 5 ปีที่เจ้าแม่เพลงรัก เนื้อหากรีดลึกถึงหัวอกหัวใจผู้หญิงด้วยกัน ทั้งสื่อความหมายตรงไปตรงมาโดนใจแบบเต็ม ๆ ผ่านน้ำเสียงอันทรงพลังทำให้  "ปาน ธนพร แวกประยูร" เป็นเสมือนปากเป็นเสียงแทนผู้หญิงยุคใหม่ที่ปากร้ายให้จิกกัดผู้ชายไม่รักดี แต่เบื้องหลังชีวิตเธอกลับมีตัวตนเป็นคนที่มีหัวใจธรรมะ ต่างกับภาพเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง

นักร้องสาวเริ่มต้นบทสนทนาให้เห็นมุมที่สปอตไลท์ส่องเข้าไม่ถึง ที่นอกจากงานร้องเพลงที่กำลังจะจับไมค์ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต STAGE FIGHTER ROUND 2 CONCERT ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 13-14 พฤษภาคม  2560 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ตนเองก็มักจะชอบใช้ชีวิตไปกับการปฏิบัติธรรมเป็นประจำ โดยเริ่มจากการร้องเพลงในรูปแบบเดิมๆ อยู่กับความจำเจจนในใจเกิดความเต็ม


ผ่อนงานเพลงทางโลก…อุทิศเสียงเพื่อธรรม

"ส่วนตัวปานก็รู้สึกว่าตัวเองก็เต็มมาพอสมควร เราไปดูทบทวนในผลงานของเรามันเยอะมากสำหรับเพลงผู้หญิงในระยะเวลา 15- 16 ปี ทุกแง่มุมที่จนไม่รู้จะพูดมุมไหนแล้ว สำหรับความเป็นเพลงผู้หญิงก็เลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสได้ทำงานเพลงธรรมะ ซึ่งเพลงแรกเริ่มทำกับคุณ ดัง ตฤณ ชื่อเพลงพุทธคุณที่พี่ตฤณเขาแต่งเอาไว้และก็อยากให้เราร้อง พอได้ร้องก็รู้สึกทำไมเรามีความสุข ทำไมการที่เราได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า ได้ใช้เสียงถวายพระพุทธเจ้ามันอิ่มเอมใจ มันคนละแบบกับความรู้สึกของเพลงทางโลก"

"และหลังจากนั้นก็ได้มาทำเพลงปางเมื่อพระองค์ปารมาพุทธ กับวัดปทุมวนาราม เป็นโปรเจ็กท์จิตอาสาทุกอย่างเราก็ไปทำเรียกได้ว่าไม่มีมูลค่าเลย เราได้แต่บุญเราได้ถวายเสียง หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! ถ้าตรงนี้เราทำแล้วมีความสุข และมีความเป็นไปได้ถ้ามีทุน เราสามารถทำให้เป็นสื่อการสอน สื่อการเรียน หรืออะไรได้ไหม ทำให้การสวดมนต์สรภัญญะกลับมาในยุคนี้ได้ไหม ในแบบที่คนยุคนี้ฟังแล้วจะไม่รู้สึกเอียนจนเกินไปเราก็เลยทำ พอทำมาเรื่อยๆ มันก็เลยกลายเป็นความซึมซับค่ะ"


ซึ่งปัจจุบันนี้  "ปาน ธนพร" นักร้องสาวค่อนข้างจริงจังกับการเป็นจิตอาสาในการอุทิศเสียงตนเองเพื่องานพระพุทธศาสนาจึงทำให้เพลงในทางโลกของเธอค่อนข้างน้อยลง

"เพราะปานตระหนักเรื่องของเวลาเราเรียกสิ่งนั้นว่าไม่ประมาท เราไม่รู้เราจะตายเมื่อไหร่ ความตายไม่เลือกการเวลา ไม่เลือกเพศไม่เลือกใครทั้งนั้น ถ้าเราไม่ประมาทเราก็อยากใช้ทรัพยากรที่เรามี ที่มันเหลืออยู่กับอายุที่มันมากขึ้นทุกๆ วัน ชีวิตของเราในทุกวันนี้เรานับถอยหลังกันแล้วว่าเราจะอยู่โลกนี้อย่างไร เราจะดำรงชีวิตเหลือให้มีคุณค่า เมื่อตัวเรายังเหลือเสียงก็เอาไปทำประโยชน์แบบนี้ดีกว่า งานจิตอาสามีมากมาย มันอยู่ที่ว่าเราจะสละมันไหม"


จะว่าไปนั้นงานเพลงดูเหมือนว่ามีหลากหลายแนวให้เลือกร้องมากมาย แต่นักร้องสาว "ปาน ธนพร" เธอกับเลือกที่จะร้องเพลงแนวธรรมะเป็นหลักเพราะเธอสัมผัสและรู้สึกได้ว่าเพลงธรรมมะมีความสงบ

"ร้องเพลงธรรมมะมันไม่ดิ้นรน ไม่ต้องต่อสู้  ร้องแล้วได้มองย้อนกลับมาดูตัวเอง มองในเนื้อหาสาระของเพลง ว่าพูดถึงอะไรพูดแล้วให้อะไรเราให้ไปในทางร้อยหรือทางเย็น ให้ไปในทางที่จะปล่อยหรือจะยึด เพราะฉะนั้นเพลงธรรมมะส่วนใหญ่แล้วเวลาที่ฟังจะเป็นไปในทางปล่อยเมื่อเราปล่อยเราจึงสบาย แต่ในเพลงทางโลกยังเป็นการยึดอยู่มั่นจึงหนัก จริงอยู่อาจจะตอบอารมณ์ในบางอย่างที่เรียกว่า รัก โลภ โกรธ หลง แต่ว่ามันไม่ได้เป็นไปในทางปล่อย"

"เราจึงวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่พอเราร้องเพลงทางธรรมเรากลับรู้สึกว่ามันเบาเพราะเราให้เสียง เราไม่มีมูลค่า เราไม่มีสตางค์ เราไม่มีค่าจ้าง การทำงานโดยไม่มีค่าจ้าง การทำงานโดยที่ต้องใช้แรงใจแรงกาย ใช้แรงความสามารถเพียงอย่างเดียว และต้องใช้กำลังใจที่หนาแน่นทำยังไงจะให้มันอยู่นานๆ ทำไมอันนี้กลับรู้สึกสบายใจ"


แม้จะรู้แก่ใจว่าการทำงานจิตอาสาด้านพระพุทธศาสนานั้นไม่มีค่าตอบแทนอะไร นอกจากบุญและความสว่างในใจที่เชื่อว่าทำให้ตนเองมีความสุข แม้จะโดนตั้งคำถามทำไมทิ้งงานและทิ้งเงิน

"ใจมันรู้นะแต่มันไม่เอา มันรู้สึกแค่ทำในส่วนที่ควรจะทำ ตอนนี้ก็จะทำงานที่ไม่ใช้เวลามาก ไม่เช่นนั้นเราจะมีชีวิตที่โดนจองจำกับสิ่งที่เราเรียกว่างาน ซึ่งมันเป็นงานทางโลกมันเป็นงานในทางที่เป็นไปในทางที่เลี้ยงชีพถูกต้องว่าทุกคนต้องทำ แต่ปานมองว่าแล้วถ้าเราต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรากลับรู้สึกว่าเราถูกจองจำด้วยอะไรบางอย่าง แล้วทำให้เราไม่รู้สึกอิสระ แต่ในขณะที่เราทำงานธรรมะมันไม่ได้อะไรเลยมันมีแต่เสียด้วยซ้ำ เสียเงิน เสียเวลาแต่ทำไมใจมันเต็มในมีความสุขอันนี้จึงเป็นสิ่งที่ปานมานั่งทบทวนตัวเอง"

นอกเหนือจากที่นักร้องสาวจะเล่าถึงความสุขในการอุทิศเสียงตนเองแล้วนั้น เธอยังบอกถึงเป้าหมายชีวิตตนเองเมื่ออายุเข้าสู่วัยเลข 4 ที่เริ่มปล่อยวางความยึดมั่นถือมันในตนเอง

"พูดง่ายๆ เราจะไม่ตักตวงเหมือนเมื่อก่อน แต่จะเอาเพียงแค่ให้มันมีหล่อเลี้ยงเท่านั้นเราพอ มองอะไรที่จากเคยยึดมั่นถือมั่นมันก็เริ่มปล่อยเป็น มันอาจจะไม่ได้เป็นรูปธรรมแต่มันเป็นเรื่องของนามธรรมที่ต้องสัมผัสเอง ณ วันนี้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากๆ  ทั้งๆ งานก็น้อยลง รายได้ก็น้อยลงทุกอย่างสวนทางหมด อะไรที่ทางโลกเขาปรารถนาแต่เรากลับรู้สึกว่าเราจะดิ้นรนอะไร ดิ้นรนที่จะไปปฏิบัติธรรม ดิ้นรนที่จะไปอยู่ในที่ๆ สงบ"

"อันนี้คือความดิ้นรนที่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้ ทำยังไงที่ฉันจะจัดสรรเวลาชีวิตไปทำความรู้จักตัวจิตตัวใจของเราแท้ๆ จริงๆ ว่ามันคืออะไร เรียนรู้ตัวเอง ชีวิตเราเรียนรู้ข้างนอกมากกว่า 40 กว่าปี แต่เรายังไม่เคยเรียนรู้ข้างในของตัวเองเลยว่ามันเป็นยังไง ตัวตนคนนี้อะไรที่เขาเรียกว่าใจ อะไรที่เขาเรียกว่าจิต"


นอกเหนือจากการพูดคุยในการอุทิศเสียงเพื่อพระพุทะศาสนาแล้วนั้น นักร้องสาวได้เล่าถึงบทเพลง "ตราบลมหายใจสุดท้าย" เพลงธรรมะที่สร้างความฮือฮาในสังคมและเป็นเหมือนข้อคิดเตือนสติคนที่มักยึดติดในหน้าตา

"ตรงนี้ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่เห็นถึงความสำคัญและให้การสนับสนุนในทุกๆ งานที่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรเคลื่อนไหวอะไร เสียสละพื้นที่ของตัวเองเพื่อที่จะทำให้พื้นที่ของตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนจากค่าเงินเป็นค่าบุญเป็นอะไรที่ทำให้คนที่เข้ามาอ่านมาดูผ่านแล้วรู้ว่ามีอะไรแบบนี้ สว่างชั่วครู่ชั่วคราวก็ยังดีกว่าไม่สว่างอะไรเลย ทุกวันนี้ดีใจนะบางวัดบางโรงเรียนเอาไปใช้สอน ถึงแม้เด็กๆ เขาจะกลัวแต่อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นอะไรที่เป็นสัจธรรมที่สุดท้ายเมื่อเขาโตไปเขาก็ต้องเจอหนี้ไม่พ้นแน่นอน"


ที่มา : news.sanook.com/2176799/

Share |